ไขมัน ฤๅจะกลายเป็นตัวร้าย!?
สวัสดีครับ
วันนี้ผมจะมาแบ่งปันเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับไขมัน ซึ่งที่ผมจะมาคุยในวันนี้ ไม่ใช่เพื่อให้สนับสนุนหรือบอกให้งดการบริโภคไขมันนะครับ แต่ให้รู้จักวิธีการเลือกบริโภคไขมันที่ถูกต้องครับ
ปัจจุบันตามสื่อต่างๆได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโทษของการบริโภคไขมัน ไขมันกลับกลายเป็นตัวร้ายไปเสียแล้ว ซึ่งแท้ที่จริงเรายังต้องการสารอาหารประเภทไขมันอยู่ครับ เราควรบริโภคไขมันในปริมาณ20-30% ของปริมาณแคลอรี่ทั้งหมดในแต่ละวัน ซึ่งถ้าอาหารจานใดมีปริมาณแคลอรี่ที่มาจากไขมันต่ำกว่า 20% จะเรียกว่า อาหารไขมันต่ำครับแต่ในทางกลับกันถ้าเราบริโภคไขมันในปริมาณที่มากโดยเฉพาะอย่างยิ่งไขมันอิ่มตัว ไขมันประเภทเนยเทียม และคลอเรสเตอรอลแล้วจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้ และการรับประทานอาหารประเภทไขมันก็ทำให้อ้วนได้ เนื่องจากว่า 1 กรัมของไขมันจะให้พลังงาน9กิโลแคลอรี่ ซึ่งถ้าเป็นอาหารประเภทโปรตีนหรือคาร์โบไฮเดรตจะให้พลังงาน4กิโลแคลอรี่เท่านั้น
ไขมัน เป็นสารประกอบของกรดไขมันและกลีเซอรอล ในส่วนของกรดไขมัน จะมีทั้งชนิดกรดไขมันอิ่มตัว(ไขมันชนิดเลว) และกรดไขมันไม่อิ่มตัว(ไขมันชนิดดี) และกรดไขมันอิ่มตัวและไขมันเทียมนี้เองที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ไขมันเทียมได้มาจากน้ำมันนี่แหละครับนำมาแปรรูปให้เป็นเนยเทียม (สมัยก่อนเชื่อว่าเนยเทียมไม่มีอันตรายเพราะผลิตจากไขมันไม่อิ่มตัว แต่ภายหลังพบว่าโทษของไขมันเทียมไม่ได้ต่างจากไขมันอิ่มตัวเลย) ไขมันเทียมพบมากในอาหารและขนมประเภทอบครับ เช่น คุ้กกี้ เค้ก แคร้กเกอร์ หรืออาหารอื่นที่ใช้เนยเทียมหรือมาการีนเป็นส่วนประกอบ
ไขมันชนิดเลว
มักพบมากจากไขมันสัตว์ ยกเว้นน้ำมันปลา มันใต้หนังสัตว์ ไข่แดง การบริโภคไขมันประเภทนี้ส่งผลให้ปริมาณคลอเรสเตอรอลในเลือ่ดเพิ่มสูงขึ้น ไขมันชนิดเลวไม่ควรบริโภคเกิน 10% ของแคลอรีทั้งหมด
ขนมอบประเภทต่างๆที่ใช้เนยเทียมเป็นส่วนประกอบ เช่น คุ้กกี้ โดนัท เค้ก แคร้กเกอร์ พาย ไขมันจากเนยเทียมก็เป็นอันตรายเทียบเท่ากับไขมันที่ได้จากสัตว์ครับ
ไขมันชนิดดี
ไขมันชนิดดีมักพบในไขมันจากพึช ยกเว้นน้ำมันมะพร้าว เช่น น้ำมันพืช น้ำมันเมล็ดทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง มีการศึกษาพบว่าไขมันชนิดนี้สามารถช่วยในการลด LDL (คลอเรสเตอรอลเลว)ลงและเพิ่ม HDL(คลอเรสเตอรอลดี) และยังช่วยป้องกันโรคหัวใจได้อีกด้วย
รับประทานคลอเรสเตอรอลให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
ไม่ควรรับประทานคลอเรสเตอรอลมากกว่า 300 มิลลิกรัมต่อวันครับข้อมูลนี้อยู่ในข้อมูลโภชนาการที่ฉลากบนหึบห่อของอาหารสำเร็จรูปครับ
<หากท่านต้องการนำบทความนี้ไปเผยแพร่ใน บทความ website หรือ ที่อื่นๆใด กรุณาใส่ link มาที่ blog นี้ด้วยครับ พร้อมทั้งลงชื่อ"หมอ Gap"(ชื่อไม่เป็นทางการ) หรือนพ. ปิติ>